"การจัดการสินทรัพย์ในอิสลาม"
By Musa Bin Arifeen
การจัดการสินทรัพย์ในอิสลามหรือการจัดการตามหลักกฎหมายชารีอะห์ เจริญเติบโตมากพอ ๆ กันกับอุตสาหกรรมทางการเงินรูปแบบอื่นๆในอิสลาม ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีกองทุนต่าง ๆ มากกว่า 700 กองทุน และมีเงินทุนในการบริหารจัดการไม่ต่ำกว่า เจ็ดหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ดังนั้นอุตสาหกรรมการจัดการสินทรัพย์รูปแบบอิสลาม ประเภทของกองทุน และกระบวนการในการดำเนินการธุรกรรมต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับมุสลิมและบุคคลทั่วไปที่สนใจจะศึกษาเพื่อร่วมลงทุนหรือสนับสนุนการลงทุนตามกรอบการจัดการสินทรัพย์ในศาสนาอิสลาม นอกจากนี้การจัดการสินทรัพย์ตามหลักชารีอะห์ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหลักชารีอะห์เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมและให้การสนับสนุนและส่งเสริมธุรกรรมทางเศรษฐกิจได้ดีไม่แพ้ระบบเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการสินทรัพย์ตามหลักชารีอะห์ยังสะท้อนให้เห็นความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อศาสนาอิสลามที่ให้แนวทางในการบริหารจัดการไว้อย่างครอบคลุมทั้งแนวคิด หลักการ จริยธรรม แนวทางในการประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชาติทั้งมวล ซึ่งมิใช่เฉพาะเจาะจงเพียงแค่ชาวมุสลิม แต่รวมถึงชาวต่างศาสนิกที่สนใจ และไม่จำกัดว่าผู้ลงทุนในรูปแบบอิสลามจะเป็นคนรวยหรือคนจน แต่สิ่งที่อิสลามนำเสนอคือ “กรอบแห่งความยุติธรรม” โดยใช้หลักกฎหมายชารีอะห์เป็นเกณฑ์ที่สำคัญ
อย่างไรก็ดีการจัดการสินทรัพย์ในอิสลามมีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไปจากการจัดการสินทรัพย์ในระบบทุนนิยมทั่วไป ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวสามารถแยกแยะได้ดังนี้คือ
คุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญของการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม (หลักชารีอะห์)
ประการแรก การจัดการสินทรัพย์ในอิสลามมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออกกับหลักจริยธรรมอิสลาม (Islamic Ethics) คือหลักความยุติธรรม (Principle of Justice) ซึ่งจะแตกต่างจากค่านิยมและคุณค่าทางธุรกิจในระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไป (ธุรกิจในระบบทุนนิยม) เพราะคุณค่าทางธุรกิจในกฎหมายอิสลามหรือหลักชารีอะห์ยึดโยงกับหลักความยุติธรรมระหว่างคู่สัญญาทางธุรกิจ หลักความยุติธรรมจึงเป็นจริยธรรมในธุรกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม จริยธรรมอิสลามจึงวางหลักการที่สำคัญอาไว้ 6 ประการด้วยกัน
1. การเป็นคนงานหรือผู้รับใช้ของมนุษย์บนโลกนี้ กล่าวคือทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือการเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิเหนือทรัพย์สิน แม้เป็นที่อนุมัติในอิสลาม แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง แต่ถูกมองว่าเป็นการให้ยืมจากพระเจ้าการครอบครองเพียงชั่วคราวเพื่อใช้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแม้เป็นของตนเอง ยังต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
2. ความซื่อสัตย์ เป็นคุณลักษณะที่สำคัญของจริยธรรมอิสลาม กิจกรรมทางธุรกิจต้องดำเนินการบนฐานความซื่อสัตย์
3. ความบริสุทธิ์ใจ หมายความว่า ทุก ๆ การกระทำจะต้องปราศจากการโกหก หลอกลวง หน้าไหว้หลังหลอก ระหว่างคู่ค้าทางธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ผู้ถือหุ้น หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
4. ความเคร่งครัด กล่าวคือในทุกกิจกรรมและทุกสถานการณ์ คุณค่า หลักการ กฎระเบียบที่หลักชารีอะห์ได้วางเอาไว้ต้องถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด
5. ความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยน ความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจต้องไม่ทำให้คู่ค้าที่เกี่ยวข้องเสียเปรียบ เช่น การตั้งราคาที่ไม่สมเหตุสมผล
6. ความถูกต้อง และความสมบูรณ์ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ปัจเจกบุคคลต้องรับประกันว่า พวกเขาแต่ละคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ส่วนตนอย่างมืออาชีพ และพยายามให้บรรลุความสำเร็จตามความสามารถของเขา
ประการที่สอง การประยุกต์ใช้หลักจริยธรรมในการดำเนินการทางธุรกิจ หลักจริยธรรมอิสลามมิได้ประยุกต์ใช้เฉพาะส่วนตัวของมุสลิมเท่านั้น แต่รวมถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจของพวกเขาด้วย ซึ่งจริยธรรมส่วนนี้สามารถสะท้อนออกมาในเชิงพฤติกรรมได้ดังนี้คือ
1. ความซื่อสัตย์และการค้าที่ยุติธรรม อันหมายถึงการไม่โกงน้ำหนัก ไม่ซ่อนตำหนิสินค้า ไม่กักตุน โกงหรือฉกฉวยโอกาส
2. การเปิดเผยและการโปร่งใส หมายถึง ผู้ซื้อสามารถขอดูสินค้าและผู้ขายสามารถเปิดเผยคุณภาพต่าง ๆ ของสินค้าและเป็นไปตามความพึงพอใจของผู้ซื้อ ทุกส่วนประกอบของสินค้าต้องได้รับความพึงพอใจของผู้ซื้อ
3. การเป็นทำให้หลงเข้าใจผิด หรือการโฆษณาเกินจริงกว่าสินค้า หรือการทำให้หลงเชื่อในคำโฆษณาทั้งจากตัวสินค้า การเป็นเจ้าของสินค้า หรือเจตนาของเจ้าของสินค้าเป็นต้น
4. การแทรกแซงบนการซื้อขายของผู้อื่น
5. สินค้าต้องห้าม หมายถึง สินค้าที่เป็นที่ต้องห้ามตามหลักชารีอะห์ จะไม่สามารถนำมาทำธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือลงทุนได้
6. การกักตุนสินค้า เป็นเรื่องต้องห้ามในอิสลาม
7. การซื้อขายสินค้า และทรัพย์สินควรอยู่ในตลาดเปิด
8. การหลีกเลี่ยงการเอาเปรียบผู้ขายหรือผู้ซื้อที่หมดทางสู้
ประการที่สาม ข้อห้ามหลัก ๆ ของกฎหมายชารีอะห์ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้คือ
1. ดอกเบี้ย หรือ ริบาอ์ คือส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยน ซึ่งดอกเบี้ยนี้มิใช่เฉพาะดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องอุปโภคอื่นที่ใช้ทำหน้าที่คล้ายกับตัวเงิน เช่น ทอง เงิน ข้าวโพด ข้าวบาร์เล่ อินทผลัม และเกลือ นอกจากนี้อาจเป็นเครื่องอุปโภคอื่น ๆ ที่กำหนดให้ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับเงินในประเทศนั้น ๆ
2. ความไม่แน่นอนและการพนัน ความไม่แน่นอนนี้ หมายถึงความสงสัยคลางแคลงและความไม่รู้ในตัวสินค้า บริการ ราคา ช่วงเวลา และความไม่รู้ในธุรกรรมของคู่ค้าเป็นต้น ส่วนการพนันนั้นมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะอันที่จริง ทุก ๆ การพนันก็คือ ความไม่แน่นอน ซึ่งหลักชารีอะห์ห้ามทำธุรกรรมกับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว
ประการที่สี่ อุตสาหกรรมที่ต้องห้าม ซึ่งนอกจากสิ่งที่เป็นที่ต้องห้ามในสังคม เช่น ยาเสพติดผิดกฎหมาย การค้าอาวุธเถื่อน หลักชารีอะห์มีกรอบการห้ามอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. การประกันภัยและการธนาคารในระบบทุนนิยมทั่วไป (Conventional Banking and Insurance) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบดอกเบี้ย
2. แอลกอฮอล์สำหรับบริโภค ซึ่งมีข้อห้ามการยุ่งเกี่ยว ทั้งการห้ามทางการตลาด การซื้อ-ขาย และการทำงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้
3. สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหมู และผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่สอดคล้องกับหลักชารีอะห์ เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้เชือดตามหลักการศาสนา
4. การพนัน รวมถึงการเสี่ยงทายทุกชนิด
5. ยาสูบ มีข้อห้ามคล้ายกับแอลกอฮอล์ (มีบางทัศนะที่เห็นว่ายาสูบไม่ใช่ประเภทเดียวกันกับแอลกอฮอล์)
6. สิ่งบันเทิงของผู้ใหญ่ หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ กิจการความบันเทิง เช่น บาร์ ไนต์คลับ และรวมถึง ภาพยนต์ลามกที่มีเนื้อหายั่วยุทางเพศชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม
7. อาวุธและอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น