“อุธาหรณ์จากการแตกความสามัคคี”
โดย W.Erfan
หลักคำสอนประการหนึ่งที่อิสลามได้บัญญัติไว้สำหรับประชาชาติมุสลิม
นั่นคือ อย่าแตกความสามัคคี อย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
อย่านิยมความคลั่งไคล้อย่างฝั่งหัว
เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเป็นลักษณะของกลุ่มชนในยุคก่อนที่พระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงประณาม
และบัญญัติห้ามมิให้พวกเราถือเอาเยี่ยงอย่าง ดังปรากฏในซูเราะฮฺ อาละอิรอน
อายะฮฺที่ 105
ความว่า “และสูเจ้าทั้งหลายจงอย่าเป็นเหมือนบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาแตกแยก
และขัดแย้งภายหลังการมาของบรรดาโองการที่ชัดแจ้งยังพวกเขาแล้ว
ย่อมได้รับการลงทัณฑ์อันยิ่งใหญ่”
จากโองการดังกล่าวชี้ให้เห็นเป็นอุธาหรณ์ให้กับเราว่า
ประชาชาติในรุ่นก่อนมีความแตกแยกในศาสนาและความเชื่อของพวกเขา
มีความขัดแย้งและแตกความสามัคคีระหว่างกัน ผลที่พวกเขาได้รับคือ
ความวิบัติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เหตุนั้นเองพระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ.
จึงได้ทรงห้ามมิให้พวกเราเป็นเช่นพวกชนก่อนหน้านั้น
พระองค์ยังได้ทรงตรัสอีกในซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะฮฺที่ 159
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาแบ่งแยกศาสนาของพวกเขา
และปรากฏว่าพวกเขาเป็นฝักเป็นฝ่ายนั้น (มูฮัมมัด) ท่านใช่ส่วนหนึ่งจากพวกเขาในสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่
อันที่จริงเรื่องราวของพวกเขาย่อมกลับสู่อัลลอฮฺ
ต่อมาพระองค์จะทรงบอกให้พวกเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาเคยประพฤติเอาไว้”
ท่านอิบนุ อับบาส
เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
อายะฮฺนี้ประทานลงมาในเรื่องราวของชาวยะฮูดีย์และชาวนัศรอนีย์
ซึ่งชนทั้งสองกลุ่มนี้เกิดความแตกแยกแบ่งนิกายทางศาสนามากมาย
และมีการพิพาทระหว่างกันจนถึงขั้นรบนาฆ่าฟันกันในบางยุคบางสมัย
แน่นอนชนทั้งสองกลุ่มย่อมถือเป็นตัวอย่างในเชิงลบที่ประชาคมมุสลิมจะต้องไม่ถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
และที่สำคัญประชาคมมมุสลิมจะต้องตระหนักว่าส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ.
จะทรงลงทัณฑ์กลุ่มชนหนึ่งก็คือ การแตกสามัคคี การแบ่งพรรคแบ่งพวก
และการประหัตประหารระหว่างกัน ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะฮฺที่ 65
ในอายะฮฺข้างต้น อัลลอฮฺ ซ.บ.
ได้ทรงกำหนดว่าการที่ประชาชาติหนึ่งแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย
และการที่แต่ละฝ่ายแตกแยกกันเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาชนิดของการลงทัณฑ์ที่พระองค์ทรงลิขิตเอาไว้ว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ
เมื่อพวกเขาเบี่ยงเบนออกจากทางนำของพระองค์และไม่พิจารณาบรรดาโองการและเครื่องหมายของพระองค์
การลงทัณฑ์ที่มาจากเบื้องบนได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกลุ่มชนในอดีต
เช่นกลุ่มของท่านนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม เป็นต้น
และการลงทัณฑ์จากเบื้องใต้ในรูปของธรณีสูบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเฉกเช่นกอรูน เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อประชาคมมุสลิมเกิดการแตกสามัคคี ไร้เอกภาพ
และขาดความสมานฉันท์ระหว่างกัน ก็พิงตระหนักเถิดว่าประชาคมมุสลิมในยุคสุดท้ายกำลังดำเนินสู่การซ้ำรอยทางประวัติศาสตร์ที่ประชาชาติในยุคอดีตเคยประสบมาแล้ว
และประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยนี้มิใช่ครั้งแรกและมิใช่ครั้งสุดท้าย แต่มันได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
เพียงแต่พวกเรามิได้ตระหนักและเข็ดหลาบกับบทเรียนที่ผ่านมาในอดีต
และมันจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน หากพวกเราปล่อยให้สภาพของสังคมดำเนินต่อไป
โดยไม่คิดทบทวนและหาวิธีป้องกันความแตกแยกในประชาคมมุสลิม
ซึ่งทุกวันนี้กำลังมีสภาพที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในอดีตเข้าไปทุกขณะ
หากย้อนถึงประวัติศาสตร์เราต่างรู้ดีว่าเพราะอะไรมหานครแบกแดก
ศูนย์กลางแห่งรัฐคิลาฟะฮฺและแหล่งอารธรรมอิสลามที่มีความเจริญขีดสุดในยุคกลาง
จึงตกอยู่ในความล่มสลายด้วยการรุกรานของชนชาติมองโกล เพราะอะไรนครบัยตุลมักดิส
จึงตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกครูเสดเกือบศตวรรษ และเพราะอะไรดินแดนอัล-อันดาลุสในสเปนซึ่งมุสลิมเคยปกครองอยู่ร่วม
800 ปี จึงตกอยู่ในกำมือของพวกนะศอรอ
เพราะสาเหตุใดเล่าที่รัฐอิสลามแห่งอุษมานิยะฮฺตุรกี
จึงกลายเป็นคนไข้แห่งยุโรปและพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1
ซึ่งในที่สุดระบอบคิลาฟะฮฺที่สืบทอดมาตั้งยุคต้นอิสลาม และมีอายุมากกว่า 1,300
ปี ต้องล่มสลายลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
และเพราะสิ่งใดเล่าที่ทำให้ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักศอ
ต้องตกอยู่ในความครอบครองของยิวไซออนนิส คำตอบที่ชัดเจนของทุกคำถามดังกล่าวก็คือ
นั่นเป็นเพราะประชาคมมุสลิมแตกแยก ขาดความสามัคคี
แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในระหว่างกัน
จนบางครั้งถึงขนาดตัดสายใยแห่งความเป็นพี่น้องมุสลิมร่วมศรัทธา
และซ้ำร้ายจบลงด้วยการทำสงครามระหว่างกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะเอาบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาใช้กันอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที
และจงตระหนักอยู่เสมอว่าผลร้ายของการขาดความสามัคคีธรรมเป็นสิ่งที่เล่นงานประชาคมมุสลิมได้อย่างรุนแรงและหนักหน่วงที่สุดมากยิ่งกว่าอาวุธยุโธปกรณ์ทุกชนิดของศัตรูด้วยซ้ำไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น